2

“บ้านไม่บานประยุกต์” แบบ “ย้อนยุค” ที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม)

สำหรับในฉบับนี้ผมภูมิใจนำเสนอรูปแบบ “บ้านไม่บานประยุกต์” ในแบบ “ย้อนยุค”  ที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม) ดูเผิน ๆ  ก็ยังมี  “กลิ่นอาย”  ของ “บ้านเรือนไทยโบราณ”  แฝงอยู่บ้างอาจเป็นเพราะเป็นรูปแบบบ้านที่มีการยกพื้นสูงและในขณะเดียวกันก็มีหลังคาทรง “ปั้นหยา” และทรง  “จั่ว” ซ้อนชั้นทรงสูง   ซึ่งผมต้องสารภาพตามตรงครับ   ว่าบางทีคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็ไม่เข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินอยู่ของคนไทยในอดีต    หากดูตามสภาพ “ภูมิบ้าน” ,   “ภูมิเมือง”  และ “ภูมิสังคม” แล้ว  คงไม่มีใครปฏิเสธได้หรอกครับว่า  ทำเลที่ตั้งของดินแดน “ขวานทอง” แห่งนี้อยู่บนเส้น “ศูนย์สูตร”  หรือ “ทรอปิคออฟแคนเซอร์”  ก็ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่าโลกเหมือนมะนาวลูกหนึ่ง   “สยามประเทศ”  ของเรานั้นอยู่ตรงกลางลูกมะนาวในแนวนอนพอดีครับ   เป็นผลให้มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น  คือ แดดแรง  และฝนตกชุกเกือบทั้งปี  ดังนั้นความร้อนและความชื้นจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการออกแบบอาคารบ้านเรือนในเขตร้อนชื้น   ผมเพิ่งจะมาเข้าใจตรรกะในการออกแบบและการก่อสร้างของ  “เรือนไทย” ที่ทำไมต้องสูง   โปร่ง  โล่ง  สบาย  เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี  ทั้งยังจะต้องไม่เก็บทั้งความร้อนและความชื้น  อาคารบ้านเรือนจำเป็นจะต้องระบายทั้งความร้อนและความชื้นออกไปให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด   แบบยิ่งมาเร็วไปเร็วเท่าไหร่   ก็จะยิ่งส่งผลให้การใช้ชีวิตใน “เรือนไทย” ก็อยู่สุขสบายมากขึ้นเท่านั้น

 

สำหรับ  “บ้านไม่บานประยุกต์ ” แบบ “ย้อนยุค”  ที่ทั้ง  “ทันสมัย”  และ  “ร่วมสมัย”    ซึ่งเป็นการอนุรักษ์สืบสานและพัฒนาต่อยอดจากของ “บ้านเรือนไทย” แบบเดิม ๆ   โดยพิจารณาคัดสรรเลือกสิ่งที่ดีมีคุณค่าอันเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของบรรพชน  เพื่อรองรับวิถีชีวิต “สมัยใหม่” และในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในเขตเส้น “ศูนย์สูตร” ที่แดดแรง  ฝนตกชุก  มิหนำซ้ำในบางปีก็ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมแบบฉับพลัน  ซึ่งจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้ให้ได้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตนและให้เกียรติ  ต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติซึ่งหากพิจารณาดู “บ้านไม่บานประยุกต์” หลังนี้    จะเห็นว่าดูผิวเผินก็อาจจะเหมือน “เรือนไทย” ทั่วไป  แต่หากพิจารณาแบบลึก ๆ  แล้วจะเห็นว่ามี “การต่อยอด”   ไปมากมายพอสมควรเพราะ “เรือนไทย” ในอดีตก็ไม่ใช่เรือนรูปแบบนี้ครับ

2

ซึ่ง “บ้านไม่บานประยุกต์”  หลังนี้โดยลักษณะเด่น ๆ   ที่เห็นชัด  คือ เป็นเรือน  2  ชั้น ยกใต้ถุนสูง  โดยชั้นล่างถูกออกแบบเพื่อให้ใช้เป็นพื้นที่เอนกประสงค์  ทำเป็น “บานเซี้ยม”  แบบโบราณที่สามารถพับเก็บได้เอาไว้เผื่อฤดูน้ำท่วมก็ปล่อยให้น้ำหลากไปตามธรรมชาติ  ไม่ต้องมีกระสอบทรายกั้นน้ำแต่ประการใด   โดยเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างและตกแต่งที่สามารถทนน้ำท่วมได้นาน   3-5  เดือนเป็นอย่างน้อย   เพราะเมื่อน้ำลดแล้วก็แค่ทำความสะอาดหรือทาสีใหม่ก็สามารถใช้งานได้อย่างเดิม  สำหรับเฟอร์นิเจอร์ชั้นล่างก็เป็นแบบ “ลอยตัว”  สามารถยกเคลื่อนย้ายได้ง่าย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาฤดูน้ำหลากที่เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลัน  จำเป็นที่จะต้องเคลื่อนย้ายสัมภาระในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถทำได้ง่าย  โดยอาศัยแรงงานในครัวเรือนก็สามารถทำได้  นอกจากนั้นจุดเด่นที่สำคัญอีกประการของ “บ้านไม่บานประยุกต์” หลังนี้   คือ มี  “ศาลา” ในยามปกติก็สามารถใช้เป็นพื้นที่รับแขกหรือที่นั่งเล่นกินลมชมสวน  สำหรับในยามน้ำหลากก็ใช้ “ศาลาท่าน้ำ”  ในขณะเดียวกัน “ศาลา” นี้แหละครับยังช่วยทอนสัดส่วนความสูงชะลูดของ “บ้านไม่บานประยุกต์”  หลังนี้   ถัดจากศาลาก็จะเป็น  “ชานบ้าน  ชานเรือน”  ซึ่งเชื่อมต่อ “เรือนหลังใหญ่” กับ  “เรือนนั่งเล่น”  ซึ่งพื้นที่นี้ใช้สำหรับเป็นพื้นที่เอนกประสงค์  อาจจะตั้งวงปี่พาทย์  เล่นดนตรีไทยเดิมหรือจะใช้เป็นพื้นที่สำหรับการสังสรรค์ สนทนาเฮฮาปาร์ตี้ก็ดูจะเหมาะไม่ใช่น้อย   ถึงพื้นที่ “เรือนนั่งเล่น” ที่ผมออกแบบไว้จะขนาดไม่ใหญ่นัก แต่พอเชื่อมต่อกับพื้นที่  “ชานบ้าน  ชานเรือน”  ก็ยิ่งทำให้ดูโล่งโปร่งสบาย

 

ส่วน “เรือนหลังประธาน” ซึ่งเป็น  “เรือนหลังใหญ่”  ที่สุดในบ้าน  ก็จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับห้องนอน  ห้องนั่งเล่น  ห้องพระ  ห้องสมุด  และที่เตรียมอาหาร  ตลอดจนห้องน้ำ    ฯลฯ   ก็น่าจะครบถ้วนถึงพร้อมครับ  สามารถตอบโจทย์วิถีการดำรงชีวิตแบบ “ไทยใหม่” ที่  “ร่วมสมัย” ที่สามารถยืนหยัดเคียงคู่อยู่ร่วมกับสภาพธรรมชาติ  ถึงจะแปรปรวนไปสักแค่ไหน  ถึงแม้น้ำจะไหลบ่าท่วมหนักเท่าใดก็บ่ยั่น  เพราะได้มีการเตรียมตัวรับมือกันอย่างรอบคอบแล้วกับวิกฤติการณ์ทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตครับ

1

นอกจากนั้นรูปทรงของตัวเรือนก็มีเสน่ห์อย่างประหลาดเพราะเป็นการผสมผสานหลังคาทรง “ปั้นหยา” ที่ผมบรรจงออกแบบมาอย่างเอาใจใส่   บวกกับการเสริมความงามให้หลังคาลดความแข็งกระด้างให้มีรูปลักษณ์ที่อ่อนช้อยมากขึ้นด้วย “ลายไม้ฉลุ”  นอกจากหลังคาทรง “ปั้นหยา”  แล้วผมก็ยังได้ผสมผสานอย่างลงตัวกับหลังคา “ทรงจั่ว”  โดยผมออกแบบให้หลังคาลดหลั่นกันเป็นชั้น ๆ ทำให้สามารถระบายอากาศใต้หลังคาได้อย่างสะดวก   นอกจากนั้นโครงหลังคาที่มีความลาดเอียงสูงก็ช่วยในการระบายน้ำฝนได้เป็นอย่างดี  เป็นการลดปัญหาเรื่องรั่วซึมไปในตัว  ในส่วนพื้นที่ใต้หลังคาก็ยังสามารถดัดแปลงการใช้สอยเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ที่สามารถใช้เป็นห้อง “เก็บของ” หรือเก็บ “สัมภาระ”  ตลอดจน “สัมภารก” ที่คิดว่าจะได้ใช้   ความเป็นจริงแล้วไม่ค่อยจะได้ใช้  ก็เพื่อให้บ้านไม่แน่นเต็มไปด้วยสิ่งของ  ทำให้เกิดบรรยากาศโล่ง โปร่ง  สบาย  เรียกได้ว่า ลงตัวทุก “มิติ” ครับ

 

สำหรับรูปแบบ “บ้านไม่บานประยุกต์” ที่ผมได้นำเสนอนี้ก็คงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายครับ   แต่เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งในกระบวนการ “แลกเปลี่ยน”,“เรียนรู้” และ “แบ่งปัน”  ที่น่าจะลงตัวทั้งยังถูกกาลเทศะเป็นอย่างยิ่ง   สำหรับผู้อ่านท่านใดที่โหยหาความเป็นไทย  มีความภูมิใจในความเป็นไทย  และยอมรับโดยดุษฎีว่าโอกาสที่บ้านของท่านจะเจอน้ำท่วมหนัก ๆ  อย่างในอดีตที่ผ่านมามีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต   ก็ลองนำแบบ “บ้านไม่บานประยุกต์”  ของผมหลังนี้ไปต่อยอดความคิดกันดูครับ

About Hassakant

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>